วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

พูดยังไงให้เกิดผล

                การสื่อสารพูดคุยเป็นเรื่องที่สำคัญชีวิตประจำวันในทุกองค์กร หน่วยงานย่อยและทุกหน้าที่ด้วย  การสื่อสารล้วนแล้วแต่มีจุดประสงค์ไม่ว่าการให้หรือห้ามทำ การให้หรือรับข้อมูล การพูดเล่นยังมีความหมายอย่างน้อยก็สร้างความสัมพันธ์หรือบรรยากาศการทำงานที่ดี   การพูดแบบการทูต การพูดเพื่อการต่อรองสำหรับบางอาชีพยังต้องเข้ารับการอบรมเลย ปัจจัยที่เกี่ยวกับการพูดและสื่อสารครอบคลุมพื้นที่ใหญ่มากเช่น ใครเป็นคนพูด พูดกับใคร ในโอกาสไหน ใช้ภาษาอะไร ประเภทไหน พูดเพื่ออะไร  แต่ในที่นี้เราจะขอเล่าแค่จุดเดียวคือการพูดในงานเซฟตี้สำหรับผู้นำต่อผู้ใต้บังคับบัญชาในชีวิตประจำวันในที่ทำงาน


Credit: Safety Graphics: Communication at Work

          ในที่ทำงานไม่ว่าจะเรียกว่าโรงงาน ไซท์งานหรืออะไร เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน(จป.)ทุกระดับต้องมาพูดกับพนักงานไม่ว่าก่อนหรือระหว่างการทำงานหรือการประชุมความปลอดภัยในทุกระดับก็ตาม ถ้าเราจะจับเฉพาะพูดอย่างไรมาคุยกันในที่นี้เราอาจจะแบ่งง่ายๆเป็นสามแบบคือ

1.                พูดเชิงประวัติศาสตร์

2.                พูดเชิงบรรยาย และ

3.                พูดเชิงต่อยอด

    การพูดเชิงประวัติศาสตร์คือการเอาเรื่องที่เกิดมาแล้วมาพูดให้พนักงานฟัง เช่นผลการสอบสวนอุบัติเหตุไม่ว่าจะเกิดในหน่วยงานนั้นหรือไม่มาถ่ายทอดให้ฟัง ข้อมูลส่วนมากมีคนทำไว้แล้ว อาจจะมาจากสำนักงานใหญ่หรือนอกบริษัทก็ตาม การส่งผ่านข้อมูลนี้ผู้พูดไม่อาจรู้รายละเอียดทั้งหมดจึงอาจใส่ความเห็นส่วนตัวเข้าไปด้วย ซึ่งก็อาจทำให้เกิดการแปรผลไปต่างๆนาๆ ข้อดีของข้อมูลแบบนี้คือทำให้ทุกคนได้รับข่าวสารเพื่อเกิดการรับรู้ว่ามีอุบัติเหตุทำนองนี้ด้วยนะและทำให้สร้างจิตสำนึกในการระมัดระวังมากขึ้น  ผู้นำเสนอควรจะเน้นการเรียนรู้ของกลุ่มมากกว่าการตอกย้ำเหตุการณ์หรือคาดโทษถ้ามีใครทำ มีผู้จัดการหน่วยงานท่านหนึ่ง(เป็นฝรั่ง)แกอ่านข้อมูลก่อนพูดด้วยลีลาพูดแบบกันเอง สังเกตว่าแกไม่ได้พยายามจะเอาทุกตัวหนังสือมาเล่าให้ฟังแต่มักจะถามว่าเราเข้าใจว่ายังไง  เหตุการณ์ทำนองนี้จะเกิดกับที่ไหนในหน่วยงานเราได้บ้างแรกๆก็มีนั่งเงียบกันบ้างแบบไทยๆ แกก็จี้ถามคนโน้นคนนี้บ้าง ใครตอบมาแกก็จะเสริมบ้างชมบ้าง ผมชมเขาเป็นการส่วนตัวทุกทีสำหรับเรื่องแบบนี้และก็อดไม่ได้ที่จะถามว่าแกไปเอาประสบการณ์การพูดเพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมมาจากไหน  ง่ายมากแกตอบว่าแกไต่เต้ามาหลายปีกว่าจะมาถึงจุดนี้ เลยเข้าใจดีว่าการฟังคนพูดคนเดียวมันหน้าเบื่อขนาดไหน 

Credit : Safety Graphics: Communication at Work

พูดเชิงบรรยาย เช่นการนำเสนอสถิติอุบัติเหตุประจำเดือนหรือไตรมาศ หรือการออกมาตรการใหม่ให้พนักงานฟัง การสื่อสารนี้คล้ายกับข้างบนคือเอาข้อมูลที่เขามาสื่อออกไปด้วยรูปแบบการพูดของเราเอง บางคนอาจจะอ่านทุกข้อมูลที่มีบนสไลด์ให้ฟังจนครบหรืออาจจะเพิ่มมุมมองของตัวเองใส่เข้าไปด้วย คำถามใหญ่ๆก็คือเราต้องการให้อะไรกับผู้ฟัง? ข้อมูลพวกนี้มักรวมๆกันอยู่ในการประชุมความปลอดภัยประจำเดือนซึ่งผู้พูดหลายคนไม่มีเวลามากนัก พูดมากไม่จบ ผจก.ใหญ่หรือจปว.ก็จะบอกไปทางเดียวกันว่า นโยบายเรา อุบัติตุต้องเป็นศูนย์ ถึงมันเป็นเรื่องต้องพูดแต่ฟังแล้วจะรู้สึกอะไรแปลกใหม่ใกล้ตัวไหม ไม่ผิดหรอกที่พูดแบบนั้นแต่ถามว่า เรามีวิธีที่ดีกว่านี้ไหม



Credit: Safety Graphics: Communication at Work

พูดต่อยอด คือการพูดแบบกันเองเพื่อกระตุ้นให้ทุกคนมีส่วนร่วม ในการคิดตามเพื่อให้ คิดต่างอย่างสร้างสรรค์ขึ้นมา เช่น เดือนก่อนที่หน่วย2 มีพนักงานก้าวท้าวเหยียบไม้โดนตะปูดีดหน้าแข้งเป็นแผล....... ถ้าเป็นเรา เราจะไม่ให้เกิดกับเราและเพื่อนได้ยังไง”   “สถิติที่กล่าวมาบอกอะไรเราบ้าง?”  ถ้าเราเจอเพื่อนพนักงานที่มีพฤติกรรมเสี่ยงเราจะคุยกับเขาอย่างไร? การเน้นการเรียนรู้และต่อยอดนั้นเราจะเน้นการใช้ภาษาที่ส่วนใหญ่เข้าใจ การให้พนักงานมีส่วนร่วมอย่างน้อยเราก็เข้าใจแนวคิดของเขา แรกๆก็จะเสียเวลา คุมยากจบยากซึ่งผู้นำบางท่านไม่ชอบ แต่มันเป็นการทำไปปรับไปเพื่อนให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ เคยมีประสบการณ์ระบบเซฟตี้ที่คนพูดต้องมีคนประเมิน(โดยไม่จำเป็นต้องออกนาม)และส่งให้ผู้พูดได้ปรับปรุง 

สรุปหลักการพูดโดยเฉพาะการสื่อสารทางเซฟตี้ก็คือ "Put yourself in someone else’s shoes" หรือ ให้ลองเอาใจเราไปใส่ใจเขา..ใจเขามาใส่ใจเรา  การตั้งคำถามไม่เพียงทบทวนว่าผู้ฟังรู้เรื่องไหมแต่ยังรู้ว่าเขาคิดยังไงและเหนือสิ่งอื่นใด ปรับปรุงวิธีการพูดของเราเอง คนส่วนใหญ่ฟังเรื่องอุบัติเหตุแล้วไม่เคยคิดว่าจะเกิดกับตัวเอง จุดประสงค์ของการพูดคือการสร้างการตระหนักรู้นั่นเอง


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น