วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

จูงใจยังไงให้คนมีจิตสำนึก


"I think, therefore I am"   René Descartes



Credit Wikipedia: René Descartes นักปรัชญาฝรั่งเศสAdd caption
    

                การพูดหรือฟัง ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การกระทำเสมอ  ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่ง  ได้ยกตัวอย่างคำของปรัชญาเมธีข้างบน1 ฉันเป็นแบบที่ฉันคิด มากล่าวไว้พร้อมกับให้ความรู้ต่อว่า คนเราใช้ความรู้ เหตุผล(ตรรกะ)และหรืออารมณ์  รวมๆกันเพื่อตัดสินใจที่จะทำหรือไม่ทำอะไร  หรือท่าจะดูให้ง่ายขึ้นตามรูปข้างล่างนี้เลย

การลงมือทำ


ภาพข้างบนนี้แสดงว่าความคิดของคนเราจะนำไปสู่การลงมือทำไม่ได้ถ้าไม่มีอารมณ์ร่วม ในทางเซฟตี้ถ้าพนักงานฝึกอบรมแล้วไม่นำความรู้ไปใช้หรือลงมือปฏิบัติก็ยากที่จะเกิดผลตามที่เรียนมาซึ่งแน่นอน ความรู้ที่ไปอบรมมาก็อยู่ในหนังสือ ความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุหรืออุบัติการณ์ได้ก็ยังอยู่เหมือนเดิม ทำไมเรียนแล้วไม่ลงมือทำ? ตามมาครับจะเล่าให้ฟัง

องค์กรชั้นนำที่ใส่ใจในความปลอดภัยมากๆเริ่มใช้การทำเซฟตี้โค้ชชิ่งมากขึ้นเพื่อที่จะสร้างอารมณ์หรือจิตสำนึกแก่พนักงานเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างมั่นคง โดยการให้จป.ทุกระดับ(จป.บริหาร หัวหน้างาน วิชาชีพหรือเทคนิค)มีความรู้และทักษะการโค้ชเพื่อนำไปใช้กับการทำงานในแต่ละวัน


ก่อนจะไปต่อขอทำความเข้าใจคำว่าโค้ชชิ่งก่อน  โค้ชชิ่ง (Coaching) คือ กระบวนการในการให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ แก้ไขปัญหา พัฒนา และค้นหาศักยภาพในตัวโค้ชชี่(ผู้รับการโค้ชหรือพนักงานระดับปฏิบัติการ) การโค้ชชิ่งเน้นการเป็นคู่คิดให้เกิดการค้นพบแนวทางและโอกาสที่โค้ชชี่มองไม่เห็นด้วยตัวเอง และผลักดันโค้ชชี่สู่เป้าหมายที่ต้องการ อาจเป็นความสำเร็จในด้านต่างๆ ความสุข การเข้าใจตนเอง หรือการเดินสู่แนวทางในการใช้ชีวิตอย่างสมดุล2   การมีเพื่อนช่วยคิดมาช่วยพนักงานย่อมทำให้เกิดการมองในมุมใหม่ๆที่ไม่เคยมองมาก่อนทำให้เกิดจิตสำนึกเชิงลึกเพื่อให้เกิดการทำด้วยใจ ผลในระยาวคืองานมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลที่ดีต่อองค์กรและตัวพนักงานเอง  คนเป็นโค้ชต้องมีทักษะในการเป็นผู้ฟังที่ดี ตั้งคำถามชวนคิดชวนคุยและสะท้อนบทสนทนากลับให้คู่สนทนามองเห็นตัวเองมากขึ้นจนโค้ชชี่ค้นพบจุดบอดหรือแรงบันดาลใจที่แท้จริงของตนนั่นจึงเกิดอารมณ์ที่จะลงมือทำ  โค้ชนักกีฬาที่เก่งๆไม่จำเป็นต้องเล่นกีฬานั้นเก่งกว่าผู้เล่นเสมอไป

เคยคุย(โค้ช)กับพนักงานคนหนึ่งในขณะที่กำลังจะล้างถังเรือ(ทำงานอับอากาศ) จากการสนทนาหน้างานประมาณ5-10นาทีโดยให้เขาเล่างานที่เขาทำแล้วก็ถามทบทวนว่าเราเข้าใจถูกไหมโดยเฉพาะการระบายอากาศในถัง สุดท้ายเขาค้นพบว่าเขาไม่ได้ใช้วิชาที่ไปอบรมมาจริง เขายังได้เล่าสิ่งที่ไปเรียนมาและพบว่าเขายังไม่ได้ประยุกต์ใช้กับงานจริงๆเพราะเข้าใจว่าการอบรมกับสิ่งที่บริษัทให้ทำไม่เหมือนกันเขาต้องทำตามวิธีการที่บริษัทกำหนด แต่ตอนนี้เขาได้เรียนรู้ว่าเขาก็ยังทำตามบริษัทอยู่ดีเพียงแต่ว่าเขาประยุกต์วิชาที่เรียนมาทำให้งานดีขึ้นด้วยทักษะใหม่ๆและยังนำไปสู่การพัฒนาการประชุมก่อนการทำงาน(toolbox-meeting)ที่สั้นลงและทีมงานเข้าใจได้ง่ายขึ้นโดยใช้เขียนภาพง่ายๆเพื่อสื่อสารกับทีมงาน เพราะการทำงานที่อับอากาศที่นั่นเป็นเรื่องความเสี่ยงสูงและมีเอกสารหน้างานมากจนกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ หลังจากนั้นได้มีโค้ชจป.หัวหน้างานไปติดตามผลอีก2-3ครั้งบอกกลับมาว่าวัฒนธรรมการทำงานได้เปลี่ยนไปในทางที่ดีและง่ายขึ้นที่สำคัญคนมีส่วนร่วมมากขึ้น

การใช้การโค้ชพนักงานเป็นก้าวที่สำคัญที่จะเปลี่ยนองค์กรโดยการพัฒนาบุคลากรและสร้างทรัพยากรมนุษย์ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของทุกองค์กรและแน่นอนมันต้องเกิดจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่ต้องเตรียมและสร้างบุคคลากรระดับบริหารลงมาให้มีความรู้ความเข้าใจตลอดจนศาสตร์และศิลป์การเป็นโค้ช  ซึ่งมีคุณสมบัติที่สำคัญคือ 


  1. รู้จักตัวเอง คือถ้าเราเป็นคนชอบสอนคนก็ต้องเข้าใจว่าอย่าเอาความคิดเห็นเราไปใส่ในการโค้ชซึ่งเท่ากับว่าเราบอกให้เขาทำตามที่เราบอกเท่านั้น
  2. การเข้าใจการใช้ภาษา ทั้งภาษาพูดและภาษากาย ทำไมคุณทำอย่างนั้น?” ฟังตรงประเด็นดีแต่ก็มีนัยยะการสอบสวนซึ่งทำให้คู่สนทนาไม่อยากเปิดเผยการสนทนามากนัก ยิ่งถ้าเป็นจป.หัวหน้างานด้วยแล้วใส่หมวกหลายใบการสลับบทบาทเป็นเรื่องท้าทาย แต่เชื่อเหอะถ้าเปลี่ยนได้คุณจะเป็นคุณคนใหม่ที่ดีกว่าแน่นอน
  3. เข้าใจการแยกแยะอารมณ์  เช่น เห็นอกเห็นใจ เคารพ การให้เกียรติ ซึ่งเรื่องพวกนี้ต้องมีการเรียนรู้กันโดยเฉพาะมิฉะนั้นอาจเกิดการดราม่าได้
  4. กรอบการโค้ชเป็นยังไง? เรื่องนี้เป็นระดับองค์กรที่ผู้บริหารจะต้องมีแนวปฏิบัติไปในทางเดียวกัน

        

        การโค้ชไม่ได้มาแทนการฝึกอบรมแต่เป็นการต่อยอดติอาวุธทางสมองเพิ่มศักยภาพและสร้างความแข็งแกร่งให้กับทรัพยากรบุคคลขององค์กร การสร้างแรงจูงใจแก่พนักงานเป็นเรื่องที่ดีแต่มันไม่ได้มาจากใจพนักงานเองซึ่งก็แน่นอนมันอาจจะไม่ยั่งยืน การที่องค์กรมีทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพสูงไม่ได้แค่ทำให้เซฟตี้ยั่งยืนอย่างเดียวแต่ทำให้เป็นองค์กรที่มีศักยภาพสูง ซึ่งใครๆก็ต้องการ ผู้บริหารต้องศึกษาให้ถ่องแท้ก่อนนำไปใช้ เพราะมันคือการเดินทางของชีวิตที่ไม่มีสูตรสำเร็จแต่ขึ้นกับการก้าวทุกก้าวอย่างผู้รู้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น