ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยโซเชียลมีเดียเราคงจะคุ้นเคยกับ new normal (ขอเรียกว่าบรรทัดฐานใหม่นะ)ที่คนจะคอมเม้นต์กันอิสระมากโดยเฉพาะการเมืองทั้งเห็นด้วยเห็นต่างตั้งแต่สุภาพจนถึงหยาบคายสุดโต่งก็มี
เห็นภาพแล้วใช่ไหมล่ะ ยิ่งตอนนี้เจอแบบ “ทัวร์ลง”
ด้วย
ปิดเพจหนีเลย!! ฮ่าๆๆๆ ในกลุ่มเล็กก็มี วันก่อนมีเพื่อนส่งข้อความให้กำลังใจข้างล่างมาแชร์กันในลายน์กลุ่มหนึ่งอ่านดูรู้สึกว่าก็เขียนดีนะแล้วก็ข้ามไป
ครึ่งวันหลังจากนั้นมาดูอีกทีปรากฏว่ามีการถกเถียงคอมเม้นต์กันมากมายทั้งเห็นด้วยและเห็นต่างตามกันไปแต่ก็มีเหตุผลกันทุกฝ่ายมันจึงจบยากจนบางคนออกจากกลุ่มไป
ทำให้คิดถึงคำคมที่ว่า “เหรียญมีสองด้านเสมอ” กับ “ในดีมีชั่วในชั่วมีดี”
ยังคิดต่อว่าแล้วถ้าต้องมาตัดสินว่าใครถูกใครผิดคงจะท้าทายสมองและความรู้สึกมากๆเลย
ดีไม่ดีเครียดตามความดันมาเยี่ยมอีก
 |
ภาพ1
บทความบนโซเชียลมีเดีย
การถกเถียงกันเป็นเรื่องที่ดีครับคือเถียงกันให้รู้เรื่องและจบให้สร้างสรรค์
ไม่งั้นก็จะมีมวยนอกสังเวียนแบบเกมส์แพ้คนไม่แพ้หลังสัมมนาหรืออภิปรายนอกสภา
(เฉียดการเมืองอีกละ ไม่เอาดีกว่า) การถกเถียงกันมีจุดประสงค์นำความแตกต่างมาสร้างสรรค์ให้ได้ผลงานที่ผิดน้อยถูกมาก
ถูกหรือผิดก็ขึ้นอยู่กับว่าคิดเทียบกับอะไร การที่ชายไทยมีภรรยามากกว่าหนึ่งคนถือว่าผิดทั้งกฎหมายและศีลธรรมในขณะที่บางประเทศในโลกนี้ผู้ชายมีภรรยาได้ถึงสี่คนโดยไม่ผิดศีลธรรมจรรยา
ชาวตะวันตกที่ไม่ยอมเปลี่ยนความเชื่อว่า“คนป่วยเท่านั้นที่ต้องใส่หน้ากากอนามัย”ทำให้ติดโควิด19และกระจายอย่ารวดเร็ว แจ๊ค
หม่าแห่งอาลีบาบา บอกว่าอย่ากลัวที่จะพลาดแต่บางองค์กรพลาดแล้วเงินเดือนแป๊ค ความจริงมีมิติที่ซับซ้อนมากกว่า1+1=2 เยอะ เอาไว้ค่อยๆเขียนมาแชร์กันถ้าสนใจ
|
 |
ภาพ2 A กับB
จากรูปข้างบนเรามาลองเล่นเกมส์กัน A คือวงกลมสีน้ำเงินส่วน
B เป็นวงกลมสี่แดง ถ้าพูดว่า 1.ทุกๆอย่างใน B คือ A 2.ทุกๆอย่างใน A คือ B 3.บางส่วนใน A คือ B 4.บางส่วนใน B คือ A
5.บางส่วนของ A คือB หรือ
6.บางส่วนของ B คือ A คุณว่าประโยคไหนถูกประโยคไหนผิด
ถ้าคุณชวนคนต่างเพศต่างวัยและการศึกษามาเล่นรับรองได้เลยว่าคำตอบแตกต่างกัน
ต่อไปคุณอาจจะต้องตั้งกฎใหม่ว่าวงกลม A กับ B มีความสัมพันธ์กันอย่างไรเมื่อผู้เล่นอยู่ในกรอบหรือกติกาเดียวกันก่อน
“คนไทยขี้เกียจ” ประโยคนี้ผิดแน่
“คนไทยส่วนใหญ่ขี้เกียจ” รู้ได้ไงว่าเป็นส่วนใหญ่ นิยามคำว่า “ขี้เกียจ”
คืออะไร แต่ถ้าพูดแบบไม่อ้างตัวเลขว่า “คนไทยบางคนขี้เกียจ”
อันนี่น่าเป็นความจริงที่จะพอรับได้
ในชีวิตการทำงานการจะประชุมเพื่อถกเถียงกันหาทางออกที่เสี่ยงน้อยที่สุดหรือสมบูรณ์มากสุด(ไม่กล้าใช้คำว่า100%
เพราะอาจดูเพ้อฝันไปหน่อย) เพราะฉะนั้นก่อนการถกเถียงกันเราต้องมีกรอบการถกเถียงกันก่อน
มิฉะนั้นมันจะออกนอกลู่นอกทางหรือออกทะเลไปจนกู่ไม่กับ—เราต้องทำอย่างอื่นด้วยไม่ใช่ประชุมอย่างเดียว
การทำวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาเรารู้ว่าเราต้องมีสมมุติว่าตัวแปรบางตัวไม่เปลี่ยนแปลง
ถ้าตัวแปรทุกตัวไม่นิ่งมันจะจบไม่ลงแล้ว แล้วเราจะหาความรู้ไปต่อยอดไม่ได้
โลกโซเชียลมีเดียจะใช้แนวคิดแบบข้างบนไม่ได้เพราะเป็นสาธารณะและไม่ขึ้นแก่กัน
อย่างน้อยถ้าคุณใช้หลักให้ความเห็นอย่างสร้างสรรค์ (constructive comments)
แล้วมีอีกคนมาเห็นต่างจากคุณโดยใช้คำหยาบ เราหรือใครจะไปควบคุมเขา
เขาไม่ได้อยู่ในกรอบเดียวกับเราแล้วมันจะจบยังไง ฟ้อง แจ้งความ ด่าตอบ
หรือออกจากกลุ่มไปเลย โซเชียลมีเดียคือเหรียญสองด้าน ด้านบวกให้เราติดต่อสื่อสารกันได้ง่าย
ไวในหลายรูปแบบ
ส่วนข้อเสียคือคุณอาจจะเจอคนที่ไม่ได้คิดอย่างคุณและไม่เคารพกติกาสังคมก็ได้ ผิดหรือถูกอาจจะอยู่ที่อารมณ์และความพอใจล้วนๆ
สรุปการเรียนรู้เรื่องถูกผิดคิดเทียบกับอะไรมาสัก3ข้อดังนี้
1.ผิดถูกต้องมีสถานการณ์
บริบทของสังคม และกรอบความคิด
2.กติกา
และนิยามต้องตรงกันก่อนชี้ถูกชี้ผิด
3.อย่าไปเอาจริงเอาจังกับเรื่องถูกผิดบนโซเชียลมีเดียเลย
เครียดเปล่าๆ
ถ้าอ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้วไม่ว่าจะเชื่อหมดหรือขัดแย้งบ้างแสดงว่า
“มันเป็นสัจจธรรมใช่ไหมครับ .. แล้วพบกันใหม่
|
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น