ถ้าพูดถึงBBS(Behavior Based Safety)หรือความปลอดภัยเชิงพฤติกรรมที่ชาวอุตสาหกรรมหลายท่านจะรู้จักคือการส่งเสริมและสร้างพฤติกรรมที่ปลอดภัยเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ มันดูคล้ายๆกับมาตรการป้องกันการติดCOVID19 อยู่ห่าง ล้างมือ กินร้อน
ช้อนส่วนตัว ใช่ไหมครับ BBSในโรงงานอาจจะเริ่มต้นจากการกำหนดนโยบาย มีขั้นตอนการปฏิบัติ ฝึกอบรมพนักงานตลอดไปจนถึงการติดตามผลวิเคราะห์และปรับปรุงเพื่อปรับพฤติกรรมและการมีส่วนร่วม
สัมฤทธิ์ผลของโครงการไม่ได้เกิดขึ้นโดยปาฏิหาริย์แน่นอน
มันต้องอาศัยนโยบายที่ต่อเนื่อง ตอกย้ำซ้ำเตือนจนพนักงานเห็นประโยชน์และมีส่วนร่วมปฏิบัติด้วยใจและจิตสำนึก
ถ้าท่านที่ผ่านประสบการณ์นี้มาแล้วคงเข้าใจได้ว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์คนหนึ่ง
การตอกย้ำซ้ำเตือนคงจะต้องใช้ ไม้ยมกหลายๆๆๆตัว เหมือนๆกับการตระโกนบอกลูกเล็กๆว่า
“ลูก อย่าไปวิ่งเล่นบนถนน เดี่ยวรถจะชนเอา” ใช่ไหมล่ะ
![]() |
เครดิตภาพ: thestandard.co
|
ในสถานการณ์การระบาดของโรคCOVID19 ทุกคนไม่ใช่พนักงานบริษัทแต่จะเป็นประชาชนคนทั่วไปที่แค่ฟังประกาศจากรัฐและสื่อทั่วไปทั้งเห็นด้วยหรือเห็นต่างไปจนถึงต่อต้าน
ฟังแล้วเริ่มยากที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วใช่ไหมล่ะ! เพราะโดยพื้นฐานแล้วคนคิดไม่เหมือนกันไม่ว่าจะโดยภูมิหลัง
การศึกษา สังคม ทัศนคติ ค่านิยม เศรษฐกิจสังคม และอื่นๆอีกร้อยแปดพันเก้า ระดับการตระหนักหรือความกลัวจึงไม่เท่ากันเลย
ยังมีข่าวคนแอบไปตั้งวงกินเหล้ามั่วยา คนไปดูมวยติดกันกระจาย
จากการติดตามข่าวต่างประเทศจะเห็นได้ว่าบางประเทศระบาดไวหายช้ากับบางประเทศระบาดแล้วควบคุมได้เร็ว
เป็นเพราะอะไร? มีหลายๆสิ่งที่สังเกตได้นอกจากความพร้อมของเงินและสาธารณสุขพื้นฐานหรือความเด็ดขาดของรัฐในการจัดการกับความเชื่อค่านิยมและวินัยของประชาชาตินั้นๆ
คำว่า “วินัย”มาอีกแล้ว ถ้าจะถามกันว่า “ชาวไทยเรามีวินัยกันไหม?” โดยให้ไปตอบตัวเองแบบตรงไปตรงมาคุณจะตอบว่าไง
แล้วมีหรือไม่มีมันต่างกันยังไง? ถ้า “ไม่มี”หมายความว่าเราจะแย่ดิ่งเหวเลยหรือ? ไม่เลวร้ายขนาดนั้น
จุดเด่นของชาวไทยถ้าเราก้าวสู่วิกฤติระดับชาติเราจะสามัคคีและช่วยกันในที่สุดเช่น
น้ำท่วม สึนามิ หรือแม้แต่ร่วมบริจาคกับพี่ตูนวิ่ง “ก้าวคนละก้าว” เบตง-เชียงรายเมื่อปีก่อนโน้น เรายังเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้วใช่ไหม? อย่างน้อย3E (Engineering,
Education and Enforcement) ในการบริหารความปลอดภัยก็ยังประยุกต์ใช้ได้
การมีกฎหมายออกมา การสื่อสารสู่ประชาชนอย่าต่อเนื่องโดยเน้นเชิงบวก
ตลอดจนการบังคับใช้และลงโทษผู้เจตนาผ่าฝืนก็ยังใช้ได้ดีอยู่ ใช่ครับ
เรายังเตือนสติกันได้ในวงเล็กรอบตัวเรา เช่น
ไปซื้อของกับร้านประจำถ้าคนขายไม่ใส่หน้ากาก ถุงมือ รักษาระยะห่างระหว่างกันเชื่อว่าเราจะบอกหรือเตือนได้ไม่ยากนัก
เพราะว่าเราไม่เตือนเขาเท่ากับเราไม่ช่วยเขาแล้วตัวเองก็เสี่ยงก็การติดเชื้อด้วย “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง”ต้องหยิบมาใช้ในมิติใหม่ ถ้าคุณนิ่ง(ไม่พูด)เสียตำลึงทองเลยนะครับ
ฮาๆๆๆ
ในวิกฤติมีโอกาสเสมออย่างน้อยหลังCOVID19 เราน่าจะได้เห็นไทยใหม่ที่เต็มไปด้วยวินัยและร่วมกันพัฒนาชาติอย่างก้าวกระโดด
“คิด→ทำ→ผลลัพธ์” การคิดดีไม่ยอมแพ้กับการระบาดของดโรค ทำตามวิธีการป้องกันที่รัฐขอความร่วมมือมาทั้งในบ้านนอกบ้าน
เตือนตัวเองเตือนผู้อื่น ผลลัพธ์ที่ได้นอกจากการแพร่ระบาดจะหยุดไวแล้วเรายังได้ไทยใหม่ด้วยมือเราเราอีกด้วย สู้ สู้ สู้

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น