วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2563

เซฟตี้คือการเดินทาง (Safety is a journey)


“Success is a journey not a destination” – Ralph Arbitelle
ความสำเร็จคือการเดินทาง มิใช่จุดหมายปลายทาง


ชีวิตคือการเดินทาง เป็นวลีที่เราคุ้นเคยจนไม่รู้ว่ามันมาจากไหน แต่เข้าใจได้ว่าการเดินไม่ว่าเราจะมีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจนหรือไม่ในระหว่างทางเรามักจะพบภาพที่สวย ไม่สวย สะดวก ติดขัด ทันเวลา เฉียดฉิว ประทับใน ขัดใจ สุขใจหรือไม่ปนเปกันไปแล้วเราอาจจะไปถึงที่หมายแบบที่ฝันหรือไม่ก็แล้วแต่  นี่คือโลกของความเป็นจริงใช่ไหม   ระบบการบริหารความปลอดภัยที่ขอเรียกสั้นๆว่าเซฟตี้ก็เช่นกัน มันเป็นการเดินทางไม่ใช่สูตรสำเร็จหรือแก้วสารพัดนึกที่จะเสกอะไรก็ได้ที่คุณต้องการออกมาให้เห็นกันง่ายตรงนั้น เพราะการเดินทางนี้มันมีอุปสรรคหลายๆอย่าง เช่น เจตนาของกฎหมาย ความเสี่ยงของกิจการเรา ความรู้ความเข้าใจของคนในองค์กร เป็นต้น


1. กิจการหรือกิจกรรมของเรามีทั้งความเสี่ยงที่มากถึงน้อยแต่ละความเสี่ยงก็มีอันตรายทั้งที่เราคาดไว้แล้หรือคาดไม่ถึงถึงแม้ว่าเราจะมีการประเมินความเสี่ยงตามกฎหมายกำหนดก็ตาม การบาดเจ็บก็ไม่จำเป็นต้องเกิดจากความเสี่ยงสูงเสมอ
2. กฎหมายมีมากมีน้อยไม่เท่ากับว่าเราแปลเจตนาเข้ากับงานของเราได้เหมาะสมและนำไปปรับใช้กับงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. คน คน คน สำคัญที่สุดทั้งในด้านความรู้ การสื่อสารและทัศนคติ ตรงนี้ทำให้การเดินทางสู่องค์กรปลอดอุบัติเหตุหยุดชะงักจากอุบัติเหตุได้ง่ายสุด เช่น การเอากฎมายสู่การทำงานส่วนมากจะใช้การอบรมให้พนักงานฟังจบแล้วรับทราบนำไปปฏิบัติแต่การติดตามผลไม่ค่อยดี เมื่อการปฎิบัติมันเบี่ยงเบนออกไปจนกระทั่งผิดเจตนามากๆเข้าโอกาสเกิดอุบัติเหตุก็จะมากขึ้น  ทำไมถึงเป็นแบบนี้! อันนี้แตกต่างตามลักษณะคนในองค์กรที่จะตระหนักและหาสาเหตุของมัน  ผู้บริหารบางองค์กรอาจจะไม่ชอบบริหารความปลอดภัยที่ต้องเจอปัญหาหยุมหยิม พนักงานบางคนที่ไม่ชอบอ่านและฟัง การติดตามผลดูเหมือนการจับผิด ความต้องการทำงานอย่างปลอดภัยถูกมองว่าเรื่องมากทำให้งานช้าต้นทุนสูง
4. วัฒนธรรมองค์กรนั้นคืออะไร เขียนไว้ไหม นำไปปฏิบัติจริงแล้วทุกคนอยู่ในภาพเดียวกันหรือเปล่า เคยได้พูดคุยกับผู้บริหารท่านหนึ่งซึ่งเน้นคำว่าวัฒนธรรมองค์กรตลอด ถามเขาว่าวัฒนธรรมองค์กรที่พูดตลอดมันหมายถึงและมีองค์ประกอบอะไรบ้างตลอดจนพนักงานทุกคนเข้าใจตรงกันไหมเวลาเขายืนให้โอวาทในที่ประชุม ท่านจึงฉุกคิดได้ว่ามันเป็นช่องว่างการสื่อสารจริงๆ
สี่ข้อดังกล่าวข้างบนเป็นเพียงตัวอย่างที่ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่มักจะเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในองค์กรโดยที่รู้เท่าทันหรือไม่ก็ตามซึ่งส่งผลต่อการบาดเจ็บของพนักงาน เครื่องมืออุปกรณ์เสียหาย การผลิตติดขัด เสียขวัญและกำลังใจ ซึ่งแน่นอนทำให้เราไปไม่ถึงปลายทางคือเป้าหมาปลอดอุบติเหตุ การเข้าใจเรื่อง เซฟตี้คือการเดินทาง คือเราต้องทำให้ทุกก้าวที่เราย่างผ่านไปต้องก้าวด้วยความมั่นใจ100%ว่าเราไม่ก้าวไปเหยียบกับดักอะไรเข้า ฟังดูเหมือนฝันใช่ไหม? แต่ความจริงก็คือถ้าเราทำให้คนของเรามี่สติหรือจืตสำนึกที่ถูกแล้วเขาย่อมจะบอกได้ว่าก้าวไหนวันไหนพบอะไรที่ไม่ชอบมาพากลซึ่งอันนี้แหละเป็นสิ่งยอดปรารถนาของผู้นำองค์กรต้องการแต่เขาต้องรู้ว่าเขาจะทำยังไงเพื่อได้สิ่งนั้นมา ผลงานเกิดจากนำความคิดสู่การกระทำ มิใช่คิดปุ๊บได้ปั๊บ จริงไหม!!

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น